Information Center

Performance of the Bureau of Labour Relations

ข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้และการกระทำอันไมเ่ป็นธรรม

Post on 28 สิงหาคม 2560
by Strategy Group
ฮิต: 1165

การวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ ตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์  พ.ศ. 2543

มูลเหตุของข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ มาตรา31 เมื่อพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานได้รับแจ้งตามมาตรา 30 แล้ว ให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานดําเนินการประนอมข้อพิพาทแรงงานภายใน กําหนดสิบวัน นับแต่วันที่พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานได้รับหนังสือแข็ง ถ้าได้มีการตกลงกันภายในระยะเวลาตามวรรคหนึ่งให้นํามาตรา 27 มาใช้บังคับโดยอนุโลม ในกรณีที่ไม่อาจตกลงกันได้ภายในระยะเวลาตามวรรคหนึ่งให้ถือว่าข้อพิพาทแรงงานนั้นเป็นข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ และให้ฝ่ายที่ แจ้งข้อเรียกร้องนําขอพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ ซึ่งให้คณะกรรมการภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่เป็นข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ใด เมื่อคณะกรรมการได้รับข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ ให้พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดภายในเก้าสิบวันนับแต่วันได้รับข้อพิพาทแรงงานดังกล่าว

คุณสมบัติของผู้มีสิทธิยื่นข้อพิพาทแรงงาน ฝ่ายแจ้งข้อเรียกร้อง (สหภาพแรงงาน และนายจ้าง)

ระยะเวลาการใช้สิทธิ์ ฝ่ายแจ้งข้อเรียกร้องนําข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ ส่งให้คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่เป็นข้อ พิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้

สถานที่ยื่นข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ สามารถยื่นข้อพิพาทแรงงานฯได้ที่ ชั้น 3 กลุ่มงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ สํานักงานคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ สํานักแรงงานสัมพันธ์ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน อาคารกระทรวงแรงงาน ถนนมิตรไมตรี เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร 10400

การดําเนินการของคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เมื่อคณะกรรมการได้รับข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ ให้พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดภายในเก้าสิบวันนับแต่วันได้รับข้อพิพาทแรงงานดังกล่าว โดยเริ่มจากนัดคู่กรณีสอบข้อเท็จจริง ไกล่เกลี่ยเพื่อยุติปัญหาเบื้องต้น วิเคราะห์ข้อกฎหมาย เตรียมเอกสารหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้ คณะอนุกรรมการพิจารณากฎหมายแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์พิจารณา ครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 หรือครั้งที่ 3 เพื่อพิจารณากลั่นกรอง และให้ ความเห็นในเบื้องต้น แล้วนําเสนอคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์วินิจฉัยชี้ขาดและมีมติในเรื่องข้อพิพาทแรงงาน แล้วแจ้งผลการ วินิจฉัยให้นายจ้างสหภาพแรงงานทราบ การวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เป็นการนําระบบชี้ขาดโดยบังคับมาใช้  หมายถึงการใช้ กฎหมายหรือคําสั่งจากผู้มีอํานาจตามกฎหมายบังคับให้ข้อพิพาทนั้นเข้าสู่การชี้ขาดของบุคคลหรือคณะบุคคลที่กําหนดไว้และกําหนดให้ คู่กรณีต้องปฏิบัติตามคําชี้ขาดนั้น โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะยุติข้อพิพาทแรงงานมิให้มีการปิดงานหรือนัดหยุดงานเป็นการจํากัดสิทธิในการ ต่อรองของลูกจ้างและจํากัดสิทธิ์ของนายจ้างในการตัดสินใจดําเนินธุรกิจ การส่งข้อพิพาทแรงงานให้คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์พิจารณา จะส่งทั้งข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันได้และที่ตกลงกันไม่ได้ กรรมการจะพิจารณาชี้ขาดทั้งฉบับ คําวินิจฉัยชี้ขาด มีผลใช้บังคับเป็นเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้วินิจฉัยชี้ขาด ยกเว้นกรณีที่เป็นข้อพิพาทที่เกี่ยวกับการเงิน จะมีผลใช้บังคับได้ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อน

รูปแบบคําวินิจฉัยชี้ขาด เนื่องจากคําวินิจฉัยชี้ขาดเป็นคําสั่งทางปกครอง ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการปกครอง พ.ศ.2539 ซึ่งมีรูปแบบดังนี้

1. มีข้อความหรือความหมายที่ชัดเจนเพียงพอที่จะเข้าใจได้

2. มี วัน เดือน ปี ที่ทําคําสั่ง ซึ่งในคําวินิจฉัยจะระบุวันที่ทําคําสั่งเป็นวันเดียวกันกับวันที่ประชุมคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และ มีมติดังกล่าว ตลอดจนมีชื่อและตําแหน่งของกรรมการพร้อมทั้งมีลายมือชื่อด้วย

3. ให้เหตุผลประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสําคัญข ข้อกฎหมายที่อ้างอิง ข้อพิจารณา และข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ

4. อาจกําหนดระยะเวลาท้ายคําวินิจฉัยชี้ขาดให้นายจ้างปฏิบัติด้วย

การปฏิบัติตามคําสั่ง มาตรา 32 คําวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการให้เป็นที่สุดฝ่ายยื่นข้อเรียกร้องและฝ่ายรับข้อเรียกร้องต้องปฏิบัติตาม แต่ถ้าเป็นคําวินิจฉัยชี้ขาดที่เกี่ยวกับการเงินที่อยู่นอกเหนือกําหนดตามมาตรา 13(2) จะมีผลใช้บังคับได้ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้วและให้ คําวินิจฉัย ชี้ขาดมีผลใช้บังคับเป็นเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้วินิจฉัยชี้ขาด หรือได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้วแต่กรณีผู้ใดฝ่า ฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคําวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการตามมาตรา 32 ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

การกระทําอันไม่เป็นธรรม ตามมาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2543

มูลเหตุของการกระทําอันไม่เป็นธรรม ตามมาตรา 35 ห้ามมิให้นายจาง (1) เลิกจ้างหรือกระทําการใดๆ อันอาจเป็นผลให้ลูกจ้างไม่สามารถทนทํางานอยู่ต่อไปได้เพราะเหตุที่ลูกจ้างได้ดําเนินการขอจัดตั้งสหภาพ แรงงาน สหพันธ์แรงงาน หรือเข้าเป็นสมาชิก หรือกรรมการสหภาพแรงงาน กรรมการสหพันธ์แรงงาน กรรมการกิจการสัมพันธ์ กรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ หรืออนุกรรมการ หรือดําเนินการฟ้องร้อง เป็นพยาน หรือให้หลักฐานต่อพนักงานเจ้าหน้าที่นายทะเบียน หรือ คณะกรรมการหรือต่อศาลแรงงาน (2) ขัดขวางในการที่ลูกจางเป็นสมาชิก หรือให้ลูกจ้างออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงาน สหพันธ์แรงงาน กรรมการกิจการสัมพันธ์ หรือให้ หรือตกลงจะให้เงิน หรือทรัพย์สินแก่ลูกจ้างหรือเจ้าหน้าที่ของสหภาพแรงงาน เพื่อมิให้สมัครหรือรับสมัครลูกจ้างเป็นสมาชิก หรือ เพื่อให้ออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงาน (3) ขัดขวางการดําเนินการของสหภาพแรงงานหรือสหพันธ์แรงงานหรือขัดขวางการใช้สิทธิ์ของลูกจ้างในการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน หรือ (4) เข้าแทรกแซงการดําเนินการของสหภาพแรงงาน หรือสหพันธ์แรงงานโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 37 ในระหว่างที่ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ตามมาตรา 25 วรรคหนึ่ง หรือคําชี้ขาดตามมาตรา 32 มีผลใช้บังคับ ห้ามมิให้นายจ้างเลิกจ้างหรือโยกย้ายหน้าที่การงานของกรรมการ อนุกรรมการ หรือสมาชิกสหภาพแรงงาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องเว้นแต่มีการยุบ เลิกรัฐวิสาหกิจหรืองานส่วนใดส่วนหนึ่งใดของรัฐวิสาหกิจ หรือบุคคลดังกล่าวได้กระทําการดังต่อไปนี้

(1) ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทําความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง

(2) จงใจให้นายจ้างได้รับความเสียหาย

(3) ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทํางาน หรือระเบียบ หรือคําสั่งอันชอบด้วยกฎหมายของนายจ้าง โดยนายจางได้ว่ากล่าวตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว และยังไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ลูกจ้างได้รับทราบหนังสือเตือนนั้น ทั้งนี้ ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคําสั่งนั้น ต้องมีได้ออกเพื่อขัดขวางมิให้ บุคคลดังกล่าวดําเนินการเกี่ยวกับข้อเรียกร้อง เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรง นายจ้างไม่จําต้องตักเตือน

(4) ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทํางานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

(5) กระทําการใดๆ เป็นการยุยงสนับสนุนหรือชักชวนให้มีการฝ่าฝืนข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือคําชี้ขาด

การยื่นคําร้องตามมาตรา 38 ให้ผู้เสียหายเนื่องจากการฝ่าฝืนมาตรา 35 หรือมาตรา 37 มีสิทธิยื่นคําร้องได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ ได้รับความเสียหายกล่าวหาผู้ฝ่าฝืน ต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด ให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดและออกคําสั่งภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคําร้อง และให้ฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างปฏิบัติตามคําชี้ขาดนั้น ในกรณีนี้ ให้คณะกรรมการมีอํานาจออกคําสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทํางาน หรือให้จ่ายค่าเสียหาย หรือให้ผู้ฝ่าฝืนปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติ อย่างหนึ่งอย่างใดตามที่เห็นสมควรได้

คุณสมบัติของผู้มีสิทธิยื่นคําร้อง ลูกจ้างและสหภาพแรงงาน

ระยะเวลาการใช้สิทธิ์ ผู้เสียหายต้องยื่นคําร้องภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับความเสียหายกล่าวหาผู้ฝ่าฝืนต่อคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์เพื่อ พิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด

สถานที่ยื่นคําร้อง ผู้เสียหายสามารถยื่นคําร้องได้ที่ ชั้น 3 กลุ่มงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ สํานักงานคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ สํานักแรงงาน สัมพันธ์ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน อาคารกระทรวงแรงงาน ถนนมิตรไมตรี เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร 10400

การดําเนินการของคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เมื่อสํานักงานคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ได้รับคําร้องของผู้เสียหายแล้ว ให้ดําเนินการภายในหกสิบวัน โดยเริ่มจากนัดคู่กรณี สอบข้อเท็จจริงวิเคราะห์ข้อกฎหมาย เตรียมเอกสาร หาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้คณะอนุกรรมการพิจารณากฎหมายแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พิจารณา ครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 หรือ ครั้งที่ 3 เพื่อพิจารณากลั่นกรอง และให้ความเห็นในเบื้องต้น แล้วนําเสนอคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์วินิจฉัยชี้ขาด และออกคําสั่ง แล้วแจ้งผลการวินิจฉัยให้นายจ้างลูกจ้างทราบ การปฏิบัติตามคําสั่ง คณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์มีอํานาจในการออกคําสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างกลับเข้าทํางานหรือให้จ่ายค่าเสียหาย หรือให้ผู้ฝ่าฝืน ปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เห็นสมควรได้ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคําสั่งคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์มีบทกําหนดโทษ ตามมาตรา 79 คือต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

 

500893
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
604
805
4458
491516
18552
31819
500893

Your IP: 192.168.2.69
2020-11-27 14:47