Information Center

Performance of the Bureau of Labour Relations

การวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518

Post on 01 พฤศจิกายน 2560
by Strategy Group
ฮิต: 2076

 การวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518

          คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์  มีอำนาจหน้าที่ในการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ในกิจการที่สำคัญ  ซึ่งหากมีการนัดหยุดงานหรือปิดงานประชาชนส่วนใหญ่จะได้รับความเดือดร้อน  ดังนี้

1. กิจการอันเกี่ยวกับบริการสาธารณะหรือกิจการอันมีความจำเป็นต่อประชาชนตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 23  แห่งพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518  ความว่า เมื่อมีข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ในกิจการดังต่อไปนี้

(1) การรถไฟ

(2) การท่าเรือ

(3) การโทรศัพท์หรือการโทรคมนาคม

(4) การผลิตหรือจำหน่ายพลังงานหรือกระแสไฟฟ้าแก่ประชาชน

(5) การประปา

(6) การผลิตหรือการกลั่นน้ำมันเชื้อเพลิง

(7) กิจการโรงพยาบาล  หรือกิจการสถานพยาบาล

(8) กิจการอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

                ให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานส่งข้อพิพาทแรงงานให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์เพื่อพิจารณาวินิจฉัยและแจ้งให้ทั้งสองฝ่ายทราบภายในสามสิบวันนับแต่วันที่รับ
ข้อพิพาทแรงงาน

                นายจ้าง  สมาคมนายจ้าง  สหพันธ์นายจ้าง  ลูกจ้าง  สหภาพแรงงาน  หรือสหพันธ์แรงงานมีสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับคำวินิจฉัยให้รัฐมนตรีวินิจฉัยอุทธรณ์  และแจ้งให้ทั้งสองฝ่ายทราบภายในสิบวันนับแต่วันที่รับคำอุทธรณ์

                คำวินิจฉัยของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่มิได้อุทธรณ์ภายในกำหนดและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด  ฝ่ายแจ้งข้อเรียกร้องและฝ่ายรับข้อเรียกร้อง
ต้องปฏิบัติตามกิจการที่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 23 และกฎกระทรวงฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2519) ซึ่งออกตาม (8) ได้แก่ กิจการสหกรณ์ตามกฎหมายว่าด้วยการสหกรณ์ กิจการขนส่งทั้งทางบก
ทางน้ำ และทางอากาศ รวมตลอดถึงกิจการบริการเสริมการขนส่งหรือเกี่ยวเนื่องกับการขนส่งณ สถานีขนส่งท่าเทียบเรือ ท่าอากาศยาน และกิจการท่องเที่ยว กิจการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงตามกฎหมายว่าด้วยน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกิจการสาธารณูปโภคหรือบริการสาธารณะ ซึ่งกิจการสำคัญดังกล่าวเมื่อมีข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้จะต้องเข้าสู่ขั้นตอนในการชี้ขาดโดยบังคับ ซึ่งมาตรา 23 บัญญัติไว้ว่าเมื่อเกิดข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานผู้ดำเนินไกล่เกลี่ยนั้นส่งข้อพิพาทแรงงานดังกล่าวไปยังคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์โดยคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์จะต้องพิจารณาวินิจฉัยและแจ้งให้คู่กรณีทราบภายใน30 วัน นับแต่วันที่ได้รับข้อพิพาทแรงงานจากพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานเมื่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ได้วินิจฉัยแล้วหากคู่กรณีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่พอใจคู่กรณีฝ่ายนั้นก็มีสิทธิที่จะอุทธรณ์วินิจฉัยของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้ภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำวินิจฉัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานจะต้องวินิจฉัยอุทธรณ์นั้นและแจ้งให้คู่กรณีทราบภายใน 10 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำอุทธรณ์ เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานวินิจฉัยอุทธรณ์แล้วให้ถือว่าเป็นที่สุด ทั้งสองฝ่ายต้องปฏิบัติตามแต่ถ้าคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์วินิจฉัยแล้วคู่กรณีไม่อุทธรณ์คำวินิจฉัยก็เป็นที่สุดทั้งสองฝ่ายต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์เช่นกัน

  1. กรณีตามมาตรา 24

มาตรา 24 เมื่อมีข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ในกิจการใดนอกจากกิจการตามมาตรา 23 ถ้ารัฐมนตรีเห็นว่าข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้นั้นอาจมีผลกระทบกระเทือนต่อเศรษฐกิจของประเทศ หรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน  รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานนั้นได้ และให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ชี้ขาดภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่งรัฐมนตรีมีอำนาจขยายระยะเวลาให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ชี้ขาดได้ตามที่เห็นสมควร คำชี้ขาดของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ให้เป็นที่สุดฝ่ายแจ้งข้อเรียกร้องและฝ่ายรับข้อเรียกร้องต้องปฏิบัติตามในกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงานเห็นว่าข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ในกิจการใดที่มิใช่กิจการตามมาตรา 23 อาจมีผลกระทบกระเทือนต่อเศรษฐกิจของประเทศหรือต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานอาจใช้อำนาจตามมาตรา 24 ที่จะสั่งให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานนั้นได้  ซึ่งถ้ามีกรณีเช่นว่านี้นายจ้างจะปิดงานหรือลูกจ้างจะนัดหยุดงานตามสิทธิที่บัญญัติไว้ในมาตรา 34 ไม่ได้ คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์เมื่อได้รับคำสั่งจากรัฐมนตรีตามมาตรานี้แล้วก็ต้องชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานนั้นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่รับทราบคำสั่งถ้าวินิจฉัยภายใน 30 วัน ไม่ได้ ก็ต้องขอขยายระยะเวลาต่อรัฐมนตรี ซึ่งรัฐมนตรีก็มีอำนาจที่จะขยายระยะเวลาวินิจฉัยให้ได้คำชี้ขาดของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ตามมาตรา 24 นี้กฎหมายบัญญัติให้เป็นที่สุด

  1. กรณีมาตรา 35   มาตรา 35 ในกรณีที่รัฐมนตรีเห็นว่าการปิดงานหรือการนัดหยุดงานนั้นอาจทำให้เกิดความเสียหายแก่เศรษฐกิจของประเทศหรืออาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน หรืออาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ หรืออาจขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนให้รัฐมนตรีมีอำนาจดังต่อไปนี้ ฯลฯ

       (4) สั่งให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ดำเนินการชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน ในกรณีที่มีข้อพิพาทแรงงานที่ตกลงกันไม่ได้ในกิจการธรรมดาซึ่งนายจ้างได้ใช้สิทธิปิดงานหรือลูกจ้างใช้สิทธินัดหยุดงานไปแล้วรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานมีอำนาจสั่งให้คณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานนั้นได้หากมีพฤติการณ์ที่แสดงว่าการ
ปิดงานหรือการนัดหยุดงานนั้นอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่เศรษฐกิจของประเทศ หรืออาจก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน หรืออาจเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ หรือ
อาจขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนระยะเวลาใช้บังคับของคำวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน

       มาตรา 30 คำวินิจฉัยของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ที่มิได้อุทธรณ์ภายในกำหนด
และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของรัฐมนตรีตามมาตรา 23 คำชี้ขาดของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ตามมาตรา 24 มาตรา 35(4)... ให้มีผลใช้บังคับได้เป็นเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้วินิจฉัยหรือวันที่ได้ชี้ขาดคำวินิจฉัยหรือคำชี้ขาดตามมาตรา 30 กำหนดให้มีผลใช้บังคับเป็นระยะเวลา  1 ปี  นับแต่วันที่ได้วินิจฉัยหรือวันที่ได้ชี้ขาดการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์  หรือคำวินิจฉัยอุทธรณ์รัฐมนตรีการฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัยของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์หรือคำวินิจฉัยอุทธรณ์รัฐมนตรีนั้นต้อง

  1. เป็นกรณีที่คู่กรณีได้ใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีภายในกำหนดเวลาและรัฐมนตรีได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว (มาตรา 23)

  2. เป็นกรณีที่ฟ้องกล่าวหาต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ หรือรัฐมนตรีวินิจฉัยไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่น

2.1 วินิจฉัยไปโดยฝ่าฝืนกฎหมาย

2.2 วินิจฉัยไปโดยไม่มีกฎหมายให้ชี้ขาด

2.3 วินิจฉัยไปโดยปราศจากพยานหลักฐาน  หรือปราศจากเหตุผลสนับสนุนเพียงพอ  

2.4 วินิจฉัยไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายในเรื่องเกี่ยวกับการรับฟังข้อเท็จจริง

2.5 วินิจฉัยไปโดยไม่สุจริตเพราะมีส่วนได้เสีย  หรือรับผลประโยชน์

พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน (ฉบับที่  2) พ.ศ. 2550

มาตรา  8  ศาลแรงงานมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้

       (4) คดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ ของคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ของคณะกรรมการอุทธรณ์
ตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม  หรือของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน ฯลฯ

บทกำหนดโทษ

        มาตรา 132 นายจ้าง  ลูกจ้าง  สมาคมนายจ้าง  สหภาพแรงงาน  สหพันธ์นายจ้าง หรือสหพันธ์แรงงานใด ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์ หรือคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของรัฐมนตรีตามมาตรา 23 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี  หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ

        มาตรา 133 ผู้ใดฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามคำชี้ขาดข้อพิพาทแรงงานตามมาตรา 24 มาตรา 25 หรือมาตรา 35(4) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

 

500915
Today
Yesterday
This Week
Last Week
This Month
Last Month
All days
626
805
4480
491516
18574
31819
500915

Your IP: 192.168.2.69
2020-11-27 15:07