Home บทความวิชาการ หลักเศรษฐกิจพอเพียงในการบริหารจัดการแรงงานสัมพันธ์
วันพุธที่ 16 กุมภาพันธ์ 2011 เวลา 14:35 น.

 

หลักเศรษฐกิจพอเพียง

ในการบริหารจัดการแรงงานสัมพันธ์

โดย ว่าที่พันตรี ยุทธการ  โกษากุล

สำนักแรงงานสัมพันธ์

-----------------------------------------

 

          การบริหารจัดการแรงงานสัมพันธ์  คือ  การมีส่วนร่วมของนายจ้างลูกจ้างเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในการทำงาน  ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในการทำงานของลูกจ้างและคุณภาพการผลิตสินค้าของนายจ้าง  โดยการแบ่งปันผลกำไรอันเกิดจากการผลิตร่วมกันอย่างเพียงพอ

         โดยทั่วไป  การมีส่วนร่วมของนายจ้างลูกจ้างจะปรากฏในรูปแบบคณะกรรมการผ่านระบบกฎหมายแรงงาน  ได้แก่  คณะกรรมการลูกจ้าง  และสหภาพแรงงาน  ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์  พ.ศ. 2518  คณะกรรมการสวัสดิการในสถานประกอบกิจการ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน  พ.ศ. 2541  คณะกรรมการกิจการสัมพันธ์  และสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ  ตามพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์  พ.ศ. 2543  และคณะกรรมการความปลอดภัย  อาชีวอนามัย  และสภาพแวดล้อมในการทำงานของสถานประกอบกิจการ  ตามพระราชบัญญัติความปลอดภัย  อาชีวอนามัย  และสภาพแวดล้อมในการทำงาน  พ.ศ. 2554  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการมีส่วนร่วมเพื่อเสนอ “ความต้องการ” เกี่ยวกับ “สภาพการจ้าง”  ได้แก่  เงื่อนไขการจ้างหรือการทำงาน  กำหนดวันและเวลาทำงาน  ค่าจ้าง  สวัสดิการ  การเลิกจ้าง  หรือประโยชน์อื่นของนายจ้างหรือลูกจ้างอันเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงาน

          ทั้งนี้  ความต้องการที่เกิดขึ้นย่อมหนีไม่พ้นเรื่องความต้องการของลูกจ้าง  และถูกมองว่า  การเรียกร้องของลูกจ้างเป็นการเรียกร้องที่ไม่มีที่สิ้นสุด  ซึ่งโดยหลักของแรงงานสัมพันธ์แล้วต้องเป็น “ความต้องการร่วมกันของนายจ้างลูกจ้าง”  ไม่ใช่ความต้องการของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง  มิฉะนั้นจะกลายเป็น “ฝ่ายเสนอ” และ “ฝ่ายสนอง”  เป็นลักษณะของอุปสงค์(Demand)และอุปทาน(Supply)  ไม่ใช่ความต้องการร่วมกัน(Mutual Demand)  หากเมื่อใดเกิดความต้องการร่วมกันอย่างแท้จริง  เมื่อนั้นความต้องการร่วมกันนี้จะช่วย Break ความต้องการของอีกฝ่ายหนึ่งที่ไม่สมเหตุผล  และช่วยสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นในความต้องการของทั้งสองฝ่าย

          ความสมดุลที่เกิดขึ้นในความต้องการร่วมกันนี้  เป็นผลอันเกิดจากนายจ้างลูกจ้างร่วมกันคิดอย่างมี “เหตุผล”  ไม่ว่าจะเป็นการร่วมคิดในการประชุมร่วมกันของนายจ้างกับคณะกรรมการสวัสดิการในสถานประกอบกิจการ  นายจ้างกับคณะกรรมการลูกจ้าง  หรือนายจ้างกับสหภาพแรงงาน  รวมถึงคณะกรรมการกิจการสัมพันธ์ในรัฐวิสาหกิจ  โดยทั้งสองฝ่ายต้องใช้หลักเหตุผล  ต้องมีข้อมูลข่าวสารที่น่าเชื่อถือและนำไปใช้ในการตัดสินใจ  ซึ่งต้องใช้สติในการตัดสินใจด้วยความรอบคอบ  เป็น “สติ” ที่ออกเสียงจากคำว่า  “STI”  ประกอบด้วย  Situation-Time-Impact  หมายถึง  การศึกษาวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้น  อันเป็นเหตุการณ์หรือเรื่องราวที่กำลังเผชิญร่วมกัน  การพิจารณาระยะเวลาที่ใช้ในการตัดสินใจ  ต้องเหมาะสม  ไม่ช้าหรือเร็วเกินไป  หากเร่งรีบก็จะไม่รอบคอบ  หรือล่าช้าก็จะไม่ทันการณ์  ต้องบริหารเวลาให้พอดี  หรือ Matching กับสถานการณ์ที่จะคลี่คลายได้ในแต่ละช่วงเวลา  อย่าทำแบบ “กว่าถั่วจะสุก  งาก็ไหม้”  และต้องคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมาด้วย  ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของนายจ้างลูกจ้างเอง  และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสังคมส่วนรวม  นี่คือ การใช้สติ(STI)แบบแรงงานสัมพันธ์

          จากความมีเหตุผลดังกล่าว  สิ่งที่ตามมา คือ  “การรู้จักพอประมาณ”  เช่น  ลูกจ้างรู้จักพอประมาณในการกำหนด “ข้อเรียกร้อง”  โดยการไม่กำหนดข้อเรียกร้องจำนวนมากเพื่อต่อรอง  อันมีนัยสำคัญเพื่อ “ลองต่อ”  แต่จะกำหนดข้อเรียกร้องให้เหมาะสมกับ “ความต้องการที่แท้จริง”  เหมาะสมกับระยะเวลาที่จะใช้ในการเจรจาร่วมกัน  และเหมาะสมกับผลประกอบการของนายจ้าง  ในขณะที่ฝ่ายนายจ้างก็ต้องแบ่งปันผลกำไรเป็นค่าตอบแทนให้แก่ลูกจ้างด้วย “ความพอดี”  ไม่น้อยจนลูกจ้างรู้สึกว่า “ขาด”  และไม่สมส่วนกับผลกำไรที่นายจ้างได้รับ  ซึ่งความพอดีที่รู้สึกได้ คือ  ฝ่ายหนึ่งไม่รู้สึกว่าตนถูกเอาเปรียบจากอีกฝ่ายหนึ่ง

          เมื่อเป็นดังนี้แล้ว  เรื่องที่ไม่พึงประสงค์ก็จะเกิดขึ้นได้ยากหรือไม่เกิดขึ้นเลย  เช่น  นายจ้างเพ่งเล็งการทำงานของผู้นำลูกจ้างหรือกรรมการสหภาพแรงงาน  ลูกจ้างไม่ให้ความร่วมมือในการทำงานล่วงเวลา  จนถึงขั้นการนัดหยุดงานของลูกจ้างและการปิดงานของนายจ้าง  ถึงแม้ว่าการปิดงานและการนัดหยุดงานจะเป็นการใช้สิทธิอันชอบธรรมตามกฎหมายก็ตาม

          ในการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน  นายจ้างกับลูกจ้างต้องหาเก้าอี้(Chair)มานั่งคุยกัน  เพื่อแบ่งปัน(Share)ความรู้และความคิดเห็น  เป็นการหารือ-ไม่ใช่การหาเรื่อง  จะได้ไม่ต้อง “ตั้งโต๊ะเจรจา” กันในภายหลัง  หากเรื่องใดที่คิดจะทำแล้วต้องเสี่ยงต่อการกระทบกระเทือนกับเรื่องอื่น  หรือไม่เป็นผลดีต่อใครเลย  ก็ควรเลี่ยง-ไม่ทำเสียจะดีกว่า  เพียงแค่ “ตัดหางของเสือออกทิ้งไป  เสือก็จะกลายเป็นลิงในทันที”  ไม่มีอันตราย  ไม่ต้องกังวล  เพราะไม่ต้องเสี่ยง  เพียงแค่เลี่ยงเท่านั้นเอง  ซึ่งเป็นวิธีคิดเพื่อ “สร้างภูมิคุ้มกัน” แบบง่ายๆ ให้กับตนเอง

          ทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมานั้น  เป็นเพียงปัจจัยส่วนหนึ่งของหลักเศรษฐกิจพอเพียง  โดยนายจ้างลูกจ้างจะใช้ปัจจัยดังกล่าวให้บังเกิดผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ก็ต้องปฏิบัติตนภายใต้เงื่อนไขที่ทั้งสองฝ่ายมี “ความรู้”  ซึ่งอาจเสาะแสวงหาจากผู้รู้จริง  และต้องมีสติในการใช้ความรู้นั้น คือ  ต้องรู้เสียก่อนว่า  เรากำลังทำอะไรอยู่  และสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้น  เรารู้ลึก  รู้จริงเพียงใด  ที่สำคัญต้องนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้  และประโยชน์ที่ได้รับนั้นต้องเกิดจากการมี “คุณธรรม” เป็นที่ตั้ง  คงไม่มีใครทำอะไรโดยไม่หวังผล  แต่ผลที่คาดหวังนั้นต้องเกิดจากความซื่อสัตย์สุจริตทั้งต่อตนเองและต่อผู้อื่น  ทั้งสองฝ่ายต้องคงไว้ซึ่งความสุจริต  หรือสุจริตอย่างมั่นคง  ปราศจากเล่ห์เหลี่ยมต่อกัน  และต้องอดทนต่อความสำเร็จที่จะเกิดขึ้น

          ทั้งหมดนี้  คือ  หลักเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่นายจ้างลูกจ้างสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง  ซึ่งจะเกิดผลดี  มีความร่วมมือในระบบแรงงานสัมพันธ์  และเป็นความสำเร็จของนายจ้างลูกจ้างแบบทวิภาคีในการบริหารจัดการแรงงานสัมพันธ์ร่วมกัน

 

..................................................................................................................................

  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Bicolor template supported by Naturalife Greenworld